ทำไมปู่บัฟเฟตต์แนะนำให้คนทั้งโลกลงทุนใน Index Fund (แต่ปู่ไม่ลงทุน?)

  • Index Fund จะให้ผลตอบแทนอิงกับตลาด โดยเชื่อว่าในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นจะขึ้นตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉลี่ย
  • ถ้านำเงิน 114.75 เหรียญ ไปลงทุนใน Index Fund ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมในปี 1942 จะกลายเป็นเงิน 606,811 เหรียญ ในปี 2019 หรือ 5,288 เท่าเลยทีเดียว
  • ค่าธรรมของกองทุนที่เยอะ ส่งผลให้ผลตอบแทนของนักลงทุนน้อยลงมหาศาลในระยะยาว
  • Index Fund กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะเป็นการลงทุนในหุ้นทั้งดัชนี

“เทคนิคการลงทุนในระยะยาวให้ประสบความสำเร็จ (ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือรายย่อย) ไม่ใช่การมองหาและเลือกลงทุนในบริษัทที่ใช่ เท่านั้น” ปู่บัฟเฟตต์ สุดยอดนักลงทุนระดับโลกได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจมากครับ

“แต่เทคนิคคือ การที่คุณซื้อหุ้นขนาดใหญ่ผ่านดัชนี S&P 500 และลงทุนอย่างสม่ำเสมอต่างหากละ”

การลงทุนประเภทนี้เรียกว่า Index Fund หรือกองทุนดัชนีครับ ปู่เคยพูดถึงข้อดีของการลงทุนประเภทนี้และเชียร์ให้นักลงทุนซื้อหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาครับ

แต่ก็มีคนยกมือถามปู่ บนเวทีประชุมผู้ถือหุ้นเดือนพฤษภาคม 2562 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ว่า (ผมสรุปสั้น ๆ ว่า) “เอ๊ะ … ปู่คะ ถ้าปู่บอกว่าการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดี แล้วทำไม Berkshire ถึงไม่ลงทุนละ” โอวววว…แค่นี้ก็น่าสนใจแล้วละครับ

เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ

แต่มาดูเหตุผล ว่าทำไมคุณปู่ถึงบอกว่าการลงทุนใน Index Fund นั้นดีกันก่อนนะครับ

1. เข้าใจง่าย

ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ ครับว่า Index Fund ก็เหมือนเป็นตะกร้าหุ้นอ่ะครับ ที่ผู้จัดการกองทุนช้อปปิ้งหุ้นหลายสิบตัว หรือหลายร้อยตัวก็ได้ โดยอิงกับดัชนี ขึ้นอยู่ว่าอิงดัชนีอะไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่ลงทุนอยู่ครับ

เช่น ถ้าเป็น S&P 500 ที่ปู่ชอบ ก็จะเป็นกองทุนที่เข้าไปถือหุ้นทุกตัวในดัชนีนี้ ซึ่งก็รวมถึงหุ้นยอดฮิตอย่าง Apple, Alphabet, Amazon และ Microsoft เป็นต้นครับ

ถ้าเป็นของบ้านเราก็มี SET50 กองทุนก็จะต้องซื้อหุ้นทั้งหมดที่ถูกนำมาคำนวณดัชนี จับมาอยู่ในตะกร้าเดียวกัน แล้วเรียกว่าเป็น Index Fund ครับ

“หลัก ๆ แล้วกองทุนประเภทนี้ตั้งใจอยากให้จะให้ผลตอบแทนอิงไปกับตลาด” ถ้าตลาดขึ้น กองทุนก็ขึ้นครับ แต่ถ้าตลาดหุ้นร่วง กองทุนก็ร่วงตาม

เราจะเห็นความพยายามของผู้จัดการกองทุนที่พยายามจะสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าตลาด แต่การลงทุนใน Index Fund ความคาดหวังคือ อยากได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดครับ 

“เพราะเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว คือเมื่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย ราคาหุ้นก็ควรค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วยครับ”

เข้าใจง่ายมากครับ แทบจะไม่ต้องเสียเวลาทำการบ้านศึกษาไส้ในของกองทุนเลยจริงไหมครับ?

2. ใช้สุดยอดพลังของดอกเบี้ยทบต้น

“ถ้านำเงิน 114.75 เหรียญ ไปลงทุนใน Index Fund ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมในปี 1942 และเงินปันผลเองก็ถูกนำกลับมาลงทุนใน Index Fund” “เงินของผมจะเพิ่มขึ้นเป็น 606,811 เหรียญในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2019” ปู่บัฟเฟตต์เล่าให้ฟังในจดหมายผู้ถือหุ้นช่วงต้นปีที่ผ่านมาครับ

โอ้โห…. ถ้าถือนานขนาดนั้นเงินจะเพิ่มขึ้นมากถึง 5,288 เท่า!!! ไม่ต้องพูดอะไรมากกว่านี้ละครับ (เจ็บคอ)

คือถ้าดูผิวเผิน ได้ผลตอบแทน 10.8% ต่อปี ก็อาจจะดูแล้วไม่ตื่นเต้นเหมือนกับความคาดหวังของเราที่ทุกคนก็คงอยากจะได้ผลตอบแทน 5 เด้ง, 10 เด้งในเวลาสั้น ๆ

แต่ถ้าถือลงทุนได้ระยะยาว แต่ต้องยาวจริง ๆ ครับ กรณีนี้คือ 77 ปี ผลตอบแทนจะใช้พลังดอกเบี้ยทบต้นทำให้ผลตอบแทนโดยรวมสูงมาก ๆ ครับ

“ผมจัดตั้ง Trustee โดยบอกให้นำเงินสัดส่วน 90% ของมรดกไปลงทุนใน S&P500 สร้างผลตอบแทนให้กับภรรยาของผม หลังจากที่ผมจากไปแล้ว” ปู่บอกครับ แสดงว่าปู่เชื่อมั่นในข้อดีของ Index Fund มาก ๆ ถึงจะลงทุนให้กับคนที่ปู่รัก

แต่ปู่เองก็เล่าให้ฟังว่าจริง ๆ แล้วมีผู้จัดการกองทุนที่เก่งและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ชนะตลาดในระยะยาวได้เหมือนกันครับ “เพียงแต่ว่า ตลอดชีวิตของผม ผมคิดว่าน่าจะมีแค่ 10 คน ที่สามารถทำได้”

ปู่บัฟเฟตต์อธิบายว่า มี 3 เหตุผลที่เป็นคำอธิบายได้ คือ

1. พอผลงานบริหารกองทุนดีปุ๊บ ก็จะทำให้นักลงทุนแห่เข้ามาลงทุนแบบหนักมาก

2. แน่นอนว่าผู้จัดการกองทุนก็จะไม่หยุดที่จะหาเงินก้อนใหม่ ๆ จากนักลงทุนเพราะยิ่งมีเงินในพอร์ตมากเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมในการบริหารก็จะมากขึ้นตามไปด้วยครับ

3. พอเงินจากนักลงทุนเยอะ การบริหารจัดการก็ยากขึ้น (ตอนมีเงินหลักล้านเหรียญลงทุนง่ายมาก แต่พอมีเงินหลักหลายพันล้านเหรียญจะยากสุด ๆ ในหลายด้าน การเลือกหุ้น, การติดตามหุ้น และการซื้อ-ขายหุ้น ก็ต้องดูสภาพคล่องให้ดี คิดดูซิครับจะซักกี่บริษัทที่เงินขนาดนั้นจะไปลงทุนได้)

และด้วยข้อจำกัดที่มีกับกองทุนขนาดใหญ่ สุดท้าย กองทุนส่วนใหญ่ก็จะทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าตลาด

เห็นด้วยไหมครับ?

3. ค่าธรรมเนียมกองทุนต่ำ

“นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ หรือ รายย่อยควรซื้อ Index Fund ที่มีต้นทุนค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ” ปู่ให้คำแนะนำเอาไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปี 2016 ครับ

คุณปู่บัฟเฟตต์เล่าให้ฟังต่อว่า ถ้าจะต้องมอบรางวัลให้กับใครสักคนที่ทำประโยชน์ให้กับชาวอเมริกัน คงต้องมอบรางวัลให้กับ John C. Bogle ครับ

เค้าเป็นคนคิดค้น Index Funds ที่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกแสนถูก (ถ้าพูดถึง Vanguard S&P500 Index ผมเชื่อว่าน่าจะมีหลายท่านที่รู้จักแน่นอน) และทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนที่เชื่อในอุดมการณ์เดียวกัน ได้ผลตอบแทนที่ดีมากกว่าที่จะลงทุนเอง และนั่นคือเหตุผลที่ปู่พูดถึงคุณ Bogle บ่อยครั้งมากครับ

ปู่บัฟเฟตต์ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าธรรมเนียมของกองทุนโดยทั่วไปอาจจะดูแล้วไม่เยอะก็จริง แต่ถ้าเป็นการลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานมาก ๆ ก็มีผลต่อผลตอบแทนของนักลงทุนเช่นกันครับ

“สมมติว่า เราจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการแค่ปีละ 1% ด้วยระยะเวลา 77 ปี จะทำให้ความรวยของเราลดลง ครึ่งหนึ่ง ในระยะยาวครับ” ก็คงเป็นผลจากดอกเบี้ยทบต้นเช่นกันครับ แต่เป็นฝั่งค่าใช้จ่าย

คุณปู่เล่าให้ฟังว่า คนส่วนใหญ่มาขอคำแนะนำว่า จะให้ลงทุนอะไรดี แต่พอแกแนะนำให้ลงทุนใน Index Fund แทบจะทุกคนจะขอบคุณเบา ๆ แล้วก็จะมีน้อยคนที่ทำตามจริง ๆ

“ธรรมชาติของคนย่อมต้องการอะไรที่ พิเศษมากกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่แปลกครับที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบ Index Fund” เพียงแต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืมมองค่าธรรมเนียม ที่มักจะเป็นตัวฉุดผลตอบแทนให้ไม่สูงมากกว่าตลาดมากนักครับ (ส่วนใหญ่)

4. ลดความกังวลจากตลาดรถไฟเหาะ

ปู่บัฟเฟตต์เคยบอกว่า “ตลาดโดยภาพรวมมีความเป็นเหตุเป็นผลมาก” คือสามารถอธิบายได้ว่าทำไมตลาดหุ้นถึงขึ้น ทำไมถึงร่วง

“แต่บางครั้ง ตลาดก็สามารถทำอะไรได้อย่างไร้เหตุผลได้เช่นกันครับ” อืม ก็จริงนะครับ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ตลาดพลิกไป พลิกมาได้เพียงเพราะคำพูดของผู้นำไม่กี่คนบนโลกใบนี้ (คงไม่ต้องบอกว่าเป็นคนไหนนะครับ)

และนั่นทำให้การจับจังหวะซื้อ-ขายลงทุนทำได้ยากมากขึ้น

แต่ข้อดีของการซื้อ Index Fund คือ การกระจายความเสี่ยงเพราะเป็นการลงทุนในหุ้นทั้งดัชนี นั่นหมายความว่าหุ้นบางตัวอาจจะขึ้น และหุ้นบางตัวอาจจะลง แต่พอมองภาพรวมแล้วเฉลี่ยยังให้ผลตอบแทนกลาง ๆ

เช่น หุ้นบางตัวในกองอาจจะขึ้น 3% หุ้นบางตัวอาจจะลง 2% นั่นหมายความว่าค่าเฉลี่ยคือกองนี้ให้ผลตอบแทน 1% แต่แลกกับความสบายใจไม่ต้องมานั่งเฝ้าตลาด 

แต่ถ้าหากเกิดภาวะวิกฤติจริงที่ตลาดหุ้นลงทั้งตลาด กอง Index Fund ก็คงไม่รอดเหมือนกันในระยะสั้น แต่ระยะกลางและยาวก็ยังมีโอกาสกลับมาได้ เพียงแต่จะใช้เวลานานแค่ไหนก็คงไม่มีใครสามารถฟันธงได้ครับ

5. ถ้าปู่ฟันธงว่าindex fund ดีแล้วทำไม Berkshire ถึงไม่ซื้อล่ะ?

อธิบายเหตุผลว่าทำไมปู่ถึงเชียร์นักเชียร์หนาแล้ว มาดูคำถามแทงใจดำ ที่มีคนถามปู่ในงานประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมากันดีกว่า

มาฟังคำถามเต็ม ๆ ชัด ๆ กันครับ “ถ้า Berkshire เอาเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้นไปลงทุนใน index fund ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (โดยเก็บเงินสดไว้ 2 หมื่นล้านเหรียญสำรองไว้)” 

“ช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา Berkshire ก็คงจะมีตังค์เพิ่มขึ้นเป็น 1.55 แสนล้านเหรียญ” “คิดเป็นค่าเสียโอกาสมากกว่า 12% ของมูลค่าทางบัญชีของ Berkshire” เป็นคำถามที่ผมว่าน่าจะตรงใจใครหลาย ๆ คน

ปู่ตอบทันทีว่า “เป็นคำถามที่ดีมาก และผมก็คงจะไม่เถียงเรื่องตัวเลข (ค่าเสียโอกาส) ถ้าดูจากผลตอบแทนนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ตลาดเจอจุดต่ำสุด นับจนถึงวันนี้ผลตอบแทนของตลาด S&P พุ่งขึ้นมากว่า 335%” ปู่บอกว่าก็ไม่แปลกที่คนจะถามอย่างนั้นเพราะ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงตลาดกระทิง

ปู่บอกเพิ่มเติมว่า ทายาทธุรกิจของปู่อาจจะเปลี่ยนแนวทางก็ได้ อาจจะเอาเงินสดหรือพันธบัตรระยะสั้นไปลงทุนใน Index Fund ก็เป็นได้ครับ แต่ปู่เองอธิบายอย่างมีเหตุผลว่า “ถ้าเอาเงินไปลงทุนใน Index Fund อาจจะเป็นการจำกัดโอกาสการลงทุนของ Berkshire ก็ได้ครับ”

สถานการณ์ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นตัวอย่างชัดเจน “ตอนนั้นช่วงปี ก.ย. ปี 2008, Berkshire ได้โอกาสที่ดีมาก ๆ ลงทุนใน Preferred stock ของ Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ที่จ่ายเงินปันผลสูงถึง 10%” โอว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ ที่จะได้เงินปันผลสูงขนาดนี้

หรือโอกาสล่าสุด คือ การจะเข้าซื้อ Preferred stock ของ Occidental Petroleum ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน เพื่อเอาเงินไปซื้อกิจการคู่แข่ง Anadarko Petroleum โดยปู่จะได้เงินปันผลสูงถึง 8% ถ้าสามารถปิดการลงทุนนี้ได้

“เงินทุนของ Berkshire ควรนำไปลงทุนในโอกาสเหล่านี้มากกว่า ซึ่งเป็นโอกาสที่เข้ามาแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ และมักจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่” 

ผมว่าปู่หมายความว่า การลงทุนใน Index fund ด้วยเงินมูลค่าสูงขนาดนี้  อาจจะทำให้พลาดโอกาสดี ๆ จากการโยกเงินเข้าและออก

แต่ถ้าเราตังค์ไม่ได้เยอะขนาดนั้น, ไม่ได้มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์เกมการลงทุนให้ขาด, ไม่มีเวลาติดตามข้อมูล, หรือไม่ได้มีวินัยที่จะยึดหลักการลงทุนที่ดีได้อย่างปู่บัฟเฟตต์ (น้อยคนที่จะทำแบบปู่ได้) นั่นหมายความว่า การลงทุนใน index fund ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเม่าน้อยอย่างพวกเราครับ

คุณชาร์ลี มังเกอร์ คู่หูของปู่ก็พูดเสริมเช่นกันว่า “ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดอะไร ที่จะมีเงินสดในมือมากขนาดนี้ (เกือบ 3 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นบริษัทใหญ่เท่ากับพวกเรา”

ความเห็นของถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน

“บางครั้งความเรียบง่าย น่าเบื่อ ไม่ซับซ้อน ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวมากกว่ากลยุทธ์การลงทุนที่หวือหวา”

เช่นการลงทุนในกองทุนดัชนีที่ผมมาเล่าให้ฟังวันนี้

ส่วนจะเลือกว่าเป็นดัชนีของประเทศไหนนั้น ผมว่าเราต้องตั้งสมมติฐานก่อนว่า ประเทศไหนมีโอกาสเติบโต มีอนาคตมากกว่ากัน (ปู่มั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐ ก็เลยแนะนำให้ซื้อดัชนี S&P 500)

แต่ช้าก่อน…. ก่อนจะลงทุนเราต้องดูเพิ่มเติมอีก 3 ข้อนะครับ

“รอนานนะ หนูไหวเหรอ” กองทุนประเภทนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร คำถามคือคุณรอได้ไหม (คุณอาจจะตอบว่าได้) แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายอย่างนั้นนะครับ เพราะอย่าลืมว่าต้องมีช่วงที่เพื่อน ๆ ของคุณได้ผลตอบแทน 5 เด้ง 10 เด้ง คำถามคือ ถึงเวลานั้นคุณยังจะอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้หรือไม่

ถัดมา…กองทุนประเภทนี้จะลงทุนในหุ้นตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง นั่นหมายความว่าตอนที่ตลาดเป็นขาลง พอร์ตของกองทุนดัชนีก็อาจจะขาดทุน ซึ่งอาจจะทำให้เสียกำลังใจได้

สุดท้ายคือ การลงทุนในกองทุนดัชนี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนกลาง ๆ ไม่มาก ไม่น้อย แต่ถ้าคุณมีเวลาในการติดตาม ศึกษาการลงทุนและคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย (สูงกว่า 8-10% ต่อปี) การลงทุนในกองทุนดัชนี ก็คงไม่เหมาะครับ

คุณอาจจะต้องมองหาโอกาสการลงทุนแบบอื่น ที่ยึดหลักการลงทุนเหมือนกองทุนดัชนี คือ ซื้อขายให้น้อยที่สุด ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัว เน้นลงทุนระยะยาว ลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำที่สุด และยังเป็นการลงทุนที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในระยะยาว

ซึ่งมีให้เลือกหลายประเภท ผมเรียกรวม ๆ ว่าการลงทุนแบบ Passive Investment ครับ

ถ้าจะเริ่มต้นลงทุน แนะนำให้ลองเปิดใจกับการลงทุนแบบ Passive Investment ดูครับ เป็นสไตล์ที่ทำน้อยแต่ได้มาก แนะนำให้ทยอยลงทุนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือน ไม่ต้องสนใจความผันผวนของตลาด แล้วรอเก็บเกี่ยวระยะยาวครับ

อีกมุมหนึ่งที่หลายคนมองข้าม คือ Passive Investment ช่วยลดค่าธรรมเนียมที่เราจ่าย ยิ่งระยะเวลาการลงทุนที่นานก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง

ถ้าสามารถลงทุนได้เป็นเวลานาน ๆ (ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี) ผมว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าการรอคอยแน่ ๆ ลองเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนแบบ Passive Investment และกองทุนดัชนีได้ที่เว็บไซต์www.passiveway.com ได้นะครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ นี่คือ “ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน” ครับ 

ทางเลือกลงทุนแบบ PASSIVE