QVI: Magic formula VS Jitta Ranking (ตอนที่ 4)

Contributor
  • Magic Formula จะคัดเลือกหุ้นโดยเน้นหุ้นที่ราคาถูกเป็นหลัก แต่ Jitta จะเน้นหุ้นที่คุณภาพดีเป็นหลัก ตามสไตล์การลงทุนของ Warren Buffet

Series นี้จะเปรียบเทียบในมุมต่างๆระหว่าง Magic Formula กับ Jitta Ranking กันดูนะครับ

หุ้นที่มีกำไรพิเศษ

หุ้นที่ทั้ง 2 สูตรเลือกมาผมคัดแยกออกมาเป็นพวกหุ้นที่มีกำไรพิเศษ หรือว่าดีชั่วคราวแบบที่เห็นได้ชัดๆ กับกลุ่มที่ยังไม่ชัดเจน (หุ้นหลายตัวมันก่ำกึ่งว่าเป็นกำไรพิเศษรึเปล่า ซึ่งไม่สามารถแบ่งได้จากการวิเคราะห์ตัวเลขคร่าวแบบที่ผมทำ แต่ถ้าต้องไปวิเคราะห์ละเอียดเป็นรายตัว มันก็ผิดวัตถุประสงค์ของการลงทุนแนว QVI ซะอีก)และอันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวของผมว่าถ้าเราลงทุนใช้สูตรโดยตัดหุ้นที่มันติดอันดับเข้ามาเพราะเหตุการณ์พิเศษ เราน่าจะทำได้ผลตอบแทนได้ดีขึ้น มีความผันผวนของ port ที่ต่ำลง

ไม่ชัดเจน (หุ้นหลายตัวมันก่ำกึ่งว่าเป็นกำไรพิเศษรึเปล่า ซึ่งไม่สามารถแบ่งได้จากการวิเคราะห์ตัวเลขคร่าวแบบที่ผมทำ แต่ถ้าต้องไปวิเคราะห์ละเอียดเป็นรายตัว มันก็ผิดวัตถุประสงค์ของการลงทุนแนว QVI ซะอีก)และอันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวของผมว่าถ้าเราลงทุนใช้สูตรโดยตัดหุ้นที่มันติดอันดับเข้ามาเพราะเหตุการณ์พิเศษ เราน่าจะทำได้ผลตอบแทนได้ดีขึ้น มีความผันผวนของ port ที่ต่ำลง

จากหุ้น 31 ตัว Magic Formula (MF) เป็นหุ้นกำไรพิเศษไปประมาณครึ่งนึง เทียบกับ Jitta ที่มีติดเข้ามา 8 ตัวจาก 30 ตัว คิดเป็น 27% หรือประมาณง่ายๆก็คือ 1 ใน 4

จากจุดนี้ถ้าเราย้อนกลับไปดูที่ตัวแปรที่ MF ใช้ 2 ตัว คือ ตัวแปรคุณภาพ Roc = EBIT / (net fixed assets + working capital) และตัวแปรความถูกแพง earnings yield = EBIT / enterprise value จะเจอว่ามันมี EBIT เป็นตัวตั้งทั้งคู่ เพราะฉะนั้นเวลาหุ้นมีกำไรพิเศษก้อนใหญ่ๆเมื่อไหร่ ค่า ROC กับ earning yield ก็จะสูงลิ่ว และก็มีโอกาสสูงมากที่หุ้นตัวนั้นจะติดอันดับต้นๆได้ ซึ่งส่วนตัวแล้วผมถือว่ามันคือจุดอ่อนใหญ่ตัวหนึ่งของ MF

การที่หุ้นที่มีกำไรพิเศษติดเข้ามาเป็นจำนวนมากนั้น จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้ในอดีตนั้นมีความเป็นเหตุเป็นผลลดลง เพราะสูตรนั้นพัฒนามาจากพื้นฐานที่ว่าจะซื้อหุ้นคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง แต่หุ้นที่ติดเข้ามาครึ่งนึงกลับไม่ได้เป็นไปตามนั้น

ถ้าเราเอามาใช้งานจริง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ราคา commodities มีราคาผันผวนสูงกว่าในอดีต ก็มีโอกาสทำให้หุ้นอันดับสูงๆมีแต่หุ้นที่ไม่ควรติดอันดับมาทั้งนั้น ซึ่งมีโอกาสเหมือนกันที่ความผันผวนนี้จะทำให้ MF นั้นใช้งานได้ไม่ดีเหมือนในอดีต

และสำหรับคนที่จะใช้งานโดยมานั่งดูเป็นรายตัวแบบที่ผมทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในบทความผ่านๆมา ก็ต้องออกแรงมากขึ้นเป็นพิเศษ

ส่วนด้าน Jitta มีหุ้นที่มีกำไรพิเศษติดมาประมาณ 1 ใน 4 นั้นก็คือว่าทำได้ดีกว่า MF มาก มีคนบอกผมว่า Jitta กำลังปรับสูตรให้ตัดกำไรพิเศษที่แสดงในงบออก (น่าจะยังไม่สามารถตัดพวกกำไรพิเศษที่เกิดจาก spread ของสินค้าดีขึ้นได้ เพราะพวกนี้มันไม่แสดงให้เห็นในงบ) ซึ่งถ้าทำได้จริงๆ หุ้นที่ไม่ควรจะติดเข้ามาก็น่าจะลดลงได้ระดับหนึ่ง และความน่าเชื่อถือของผลตอบแทนย้อนหลังก็จะสอดคล้องกันกับหลักการพื้นฐานที่สูตรถูกพัฒนาขึ้น

Style ของหุ้นที่ติดอันดับต้นๆ

ถ้าเราแบ่ง style การลงทุนแบบเน้นคุณค่าออกเป็น 2 แนวทาง คือ Graham Style ที่เน้นหุ้นราคาถูกเป็นหลัก คุณภาพเป็นรอง กับ Buffett Style ที่เน้นที่คุณภาพของหุ้นเป็นหลัก ความถูกเป็นรอง เมื่อเราดูจากคุณภาพของหุ้นเราจะเห็นว่า MF นั้นมีแนวโน้มเป็นเอนเอียงทาง Graham Style มากกว่า คือคุณภาพหุ้นที่ติดมาไม่ได้ดีมาก แต่เน้นราคาถูก ในขณะที่ Jitta ก็จะมีแนวโน้มไปทาง Buffett Style มากกว่า คุณภาพหุ้นจะดูดีกว่า แต่ราคาที่จ่ายก็แพงกว่าด้วย (slogan เค้าก็ใช้ quote ของ Buffett ที่บอกว่า Buy a Wonderful Company at a Fair Price)

ในมุมนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าใครดีกว่าใคร ผมว่าขึ้นอยู่กับจริตของนักลงทุนมากกว่า ว่ามีแนวโน้มชอบหุ้นประเภทไหนมากกว่ากัน สมมตินักลงทุนที่ชอบหุ้นราคาถูกมาก แล้วไปใช้ Jitta เลือกหุ้น ผมว่าหุ้นที่เลือกออกมาก็คงจะไม่ถูกใจเท่าไหร่ แล้วยิ่งเวลาผ่านไปผลตอบแทนไม่สามารถทำได้ดี ก็จะเกิดความสงสัยในสูตรว่ามันดีจริงๆเหรอ ในขณะเดียวกันถ้าเป็นนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นแบบ Super Stock หรือ Buffett Style แล้วไปใช้ MF ก็จะรู้สึกว่าหุ้นที่เลือกมามันคุณภาพต่ำเกินกว่าจะรับได้ สุดท้ายก็จะไม่สามารถยึดติดกับสูตรนี้ได้นานพอที่มันจะแสดงผลตอบแทนดีๆออกมาได้

เพิ่มเติมจากทีมบรรณาธิการ

ข้อความนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2016 ดังนั้นอาจจะมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ได้อัพเดท เช่น เรื่องการตัดกำไรพิเศษออกจากการคำนวณ เพราะปัจจุบันนี้ Jitta ได้พัฒนาอัลกอริธึมซึ่งสามารถตัดกำไรพิเศษออกจากการคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line ได้แล้ว

ทางเลือกลงทุนแบบ PASSIVE