QVI: Magic formular VS Jitta Ranking (ตอนที่ 5)

Contributor
  • Jitta Ranking ให้ผล Backtest ใกล้เคียงกับ Magic Formula ที่ประมาณ 22% สูงกว่าตลาด 10% แต่ Jitta สามารถทำได้ดีกว่าในประเทศไทย
  • ระยะเวลา Backtest มีความสำคัญมากต่อความน่าเชื่อถือของสูตรการลงทุนนั้นๆ
  • Jitta เพิ่มความสะดวกสะบายให้นักลงทุน ในการค้นหาหุ้นที่น่าลงทุนในหลากหลายประเทศ

ดูกันต่อครับ บทความสุดท้ายของ MF vs Jitta แล้วครับ

ผลตอบแทนเทียบกับตลาด

ถ้าจุดประสงค์ในการลงทุนของเราคือทำเพื่อชนะตลาด ยิ่งผล Backtest สูงกว่าตลาดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เป็นเหมือนกับ Margin of Safety ให้กับเรากรณีที่สูตรนั้นๆอาจจะทำได้ไม่ดีเหมือนในอดีต

ในตลาด US เทียบกับ S&P500 MF ทำผลงานได้ประมาณ 21.42% สูงว่าตลาด 10% (ผมใช้ผล Backtest ของ greenbackd.com จากหนังสือ Qauntitative Value เพราะข้อมูลในหนังสือ Little book เองนั้นความน่าเชื่อถือต่ำ) ในขณะที่ Jitta Ranking ทำได้ 22.97% สูงกว่าตลาด 10.6% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกัน

ในตลาดไทยเทียบกับ SET50 MF ทำได้ 17.87% ชนะตลาด 11.59% (ข้อมูลผมใช้จาก Siamquant) ส่วน Jitta Ranking ทำได้ 28.66% ชนะตลาด 14.22% ตลาดไทย Jitta ทำได้ดีกว่า

ระยะเวลา Backtest

ในเรื่องระยะเวลาที่ทำ Backtest ยิ่งนานมันก็ยิ่งดี ทำให้เห็นว่าสูตรนั้นๆสามารถผ่านช่วงเวลาที่ทั้งดีทั้งร้าย และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ยาวนาน จริงๆแล้วก็เหมือนกับเราเจอนักลงทุนคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเค้าบอกเราว่าผลตอบแทนเค้าดีมากๆ ชนะตลาดได้สูงมาก แต่ถ้าเพิ่งลงทุนมาเพียง 4-5 ปี มันก็มีความเป็นไปได้ว่าที่ทำผลตอบแทนได้สูงๆนั้นอาจจะฟลุ๊คก็ได้ การทำ Backtest ก็เหมือนกัน อย่างต่ำๆที่พอจะทำให้ผลลัพธ์มันดูน่าเชื่อถือในระดับที่ยอมรับได้ก็ต้องประมาณ 10 ปีขึ้นไป

MF มีคนทำ backtest ไว้หลายแหล่งมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้ข้อมูลตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไปจนถึงนานสุดที่ผมเห็นก็ประมาณ 34 ปี ในขณะที่ Jitta นั้นทำ backtest ย้อนหลังไปเพียง 7 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังสั้นเกินไปที่เราจะมั่นใจได้ว่ามันสามารถชนะตลาดในระยะยาวได้จริง ก็คงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าในระยะยาวแล้ว Jitta ranking นี่จะเป็นของจริงหรือแค่ฟลุ๊ค

ความโปร่งใสของสูตร

สิ่งนึงที่สำคัญในการลงทุนแนว QVI คือความเชื่อในสูตรการลงทุนเพียงพอที่จะไม่หมดศรัทธาไปก่อน โดยในปีที่สูตรทำผลตอบแทนไม่ดีซึ่งเป็นเรื่องที่การลงทุนแนวนี้ต้องเจอ นักลงทุนควรศึกษาจนเข้าใจในหลักการคิดของสูตร ที่มาและจุดอ่อน โดยละเอียด

MF มีสูตรในการลงทุนที่ง่าย ทำการศึกษาได้ไม่ยากนัก ซึ่งถ้าเรามีความเข้าใจในที่มาของมันแล้วก็จะเกิดความเชื่อในสูตรทำให้เราผ่านปีที่แย่ๆไปได้ไม่ยากนัก

แต่ Jitta นั้นไม่มีการเปิดเผยสูตรแบบชัดเจน มีเพียง Video สอนการใช้งานใน Library (https://library.jitta.com/en/class) และ Help center (https://library.jitta.com/en/help/jitta-features-tutorial/browse/which-tool-i-can-find-the-current-top-5-or-top-10-stocks-to-invest) มีการอธิบายปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการคำนวณคะแนน Jitta Score เส้น Jitta Line และ Jitta Ranking อยู่ ซึ่งก็พอกล้อมแกล้มไปได้ แต่นักลงทุนจะทำความเข้าใจในที่มาของสูตรเพียงพอที่จะสร้างศรัทธาของสูตรได้ยากกว่า MF ที่มีการเปิดเผยสูตรชัดเจน

ความโปร่งใสของ Backtest

ผล Backtest ของ MF ที่อยู่ในหนังสือ Little Book that Beat the Market นั้นมีคนวิจารณ์ค่อนข้างมาก ว่ามีความน่าเชื่อต่ำ (คือมันสูงเกินไปจนเข้าข่าย too good to be true) มีคนสร้าง backtest เพื่อเลียนแบบก็พบว่าหลายแหล่งข้อมูลนั้นทำจากข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดเดียวกันกับในหนังสือ แต่ผลตอบแทนที่ได้มานั้นต่ำกว่าที่แสดงในหนังสือมาก ซึ่งประเด็นนี้ผมได้เขียนไว้เป็นในบทความที่ 18.1

เทียบกับ Jitta แล้วผลของการ Backtest จะโปร่งใสกว่าตรงที่เค้ามีการเปิดเผยหุ้นที่ติด rank 20 อันดับแรก รวมถึงผลตอบแทนของแต่ละหุ้นในทุกๆปี และที่ผมว่าช่วยเรื่องความโปร่งใสได้มากก็คือเค้ามี Forward test ด้วย คือในช่วงต้นปีของทุกปีในหน้า https://library.jitta.com/en/ranking ถ้าเราไปเลือกให้เป็นปี 2016 ตามในรูป (ถ้าอยากดูของปีเก่าๆก็เลือกปีได้ตามใจเลย) มันก็จะโชว์หุ้น 20 ตัวแรกที่ติด Ranking ในช่วงต้นปีมาให้ แล้วพอจบปีก็จะมาคำนวณผลตอบแทนให้เห็นกันชัดๆ เลือกกันให้ดูตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ผมว่ามันจริงใจดีครับ

ความยืดหยุ่นของสูตร ทางเลือกหนึ่งของการชนะสูตร Beating the Formula

จากบทความที่ผมเขียนไปเรื่องบทความที่ 18.4 การสร้างผลตอบแทนชนะสูตร Magic formula นั้นเราสิ่งที่เราต้องทำคือเราอาจจะต้องใช้ความเห็นส่วนตัวในการกรองหุ้นอีกรอบเพื่อคัดหุ้นที่กำไรพิเศษออกไป ซึ่งการใช้วิจารณาณส่วนบุคคลนี้ก็ถือว่าเป็นดาบ 2 คม คือสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้และประสบการณ์ดีอยู่แล้ว การแยกหุ้นที่มีกำไรพิเศษออกก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่แล้วการใช้วิจารณาณส่วนตัวก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์ของการลงทุนมันแย่กว่าเดิมก็ได้

วิธีหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือการสร้างสูตรเพิ่มเติมขึ้นมากรองกำไรพิเศษออก เช่น ตัดหุ้นที่มีกำไรโตสูงผิดปกติออกไป เช่น ตัดหุ้นที่มีกำไรโตขึ้นเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 100% ออกไป แต่วิธีนี้ก็มีจุดอ่อนของผมอีกเหมือนกัน คือเราอาจจะไปตัดหุ้นที่จริงๆแล้วมันโตเพราะพื้นฐานมันเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก แต่สูตรนึกว่ามันเป็นกำไรพิเศษ ซึ่งการตัดหุ้นพวกนี้ออกจากสูตรก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนรวมที่เคยดีอยู่ ลดลงได้ นอกจากนี้ความยากอีกอย่างหนึ่งคือพวกเวปสำเร็จรูปที่ใช้ทำ MF นั้นไม่น่าจะมีทางให้เราเข้าไปเพิ่มเติมสูตรได้ง่ายๆ คนที่จะทำจริงๆก็ต้องหาวิธีทำขึ้นมาเอง

แต่การใช้ Jitta ranking มันมี function ที่พอจะช่วยตรงนี้ได้ คือ Screener

คือถ้าเราประยุกต์ใช้ตรงนี้เป็นมันพอจะช่วยตัดหุ้นที่กำไรดีชั่วคราวออกไปได้ ให้เข้าไปที่ screener (ผมเข้าใจว่าใช้ได้เฉพาะคนที่จ่ายรายเดือนนะครับ) แล้วเลือก Tab Advanced แล้วไปเลือกตรง Historical Jitta Score ยกตัวอย่างเราอาจจะกำหนดไปว่า เลือกเฉพาะหุ้นที่ Historical Jitta Score ตั้งแต่ 5-10 สิ่งที่ได้ก็คือ มันจะคัดมาเฉพาะหุ้นที่มี Jitta score ย้อนหลัง 5 ปีเกิน 5 ขึ้นไป เพราะฉะนั้นหุ้นที่คุณภาพต่ำๆแล้วอยู่ๆมีกำไรพิเศษขึ้นมาชั่วคราวก็จะไม่ติดเข้ามาด้วย

ในส่วน function Screener นี้ จริงๆมีลูกเล่นที่เล่นได้อีกหลายอย่างเลย แต่ติดเอาไว้เป็นบทความต่างหากในบทความต่อๆไปเลยจะดีกว่า

Global Opportunity

ผมมองว่าโอกาสลงทุนนั้นมีทั่วโลกครับ เพราะ ณ เวลาหนึ่งๆ หุ้นแต่ละประเทศก็มีทั้งถูกทั้งแพงแตกต่างกันไป สมมติว่าเราถูกบังคับให้ลงทุนเฉพาะตลาดไทยอย่างเดียว แต่ตลาดไทยแพงจนหาหุ้นดีๆเล่นไม่ได้ ผมก็คิดว่าเราก็จะเสียโอกาสดีๆไปอีกมาก

ในตลาดหุ้นหลายประเทศที่ดูเหมือนจะแย่ๆ ก็มันจะมี p/e โดยรวมที่ต่ำ และหลายๆครั้ง หุ้นดีๆระดับ Super stock เองก็ถูกนักลงทุนเทขายไปพร้อมๆกับตลาด ถ้าเราสามารถไปซื้อหุ้นที่ดีราคาถูกในตลาดแย่ๆได้ ก็น่าจะเป็นโอกาสให้เราสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นไปอีก

ในประเด็นนี้ MF เองก็ทำได้ระดับกลาง คือ เราสามารถประยุกต์ใช้สูตร MF ที่ไหนก็ได้ในโลก ผลการ Backtest ก็มีของหลายที่ที่พิสูจน์มาแล้วว่า MF นั้นสามารถชนะได้ในหลายๆประเทศ เท่าที่ผมเคยอ่านผ่านตามาก็มี US Thai Europe Japan แต่จุดอ่อนอย่างหนึ่งการที่เราจะไปหาเวปสำเร็จรูปที่เราจะใช้ MF ของแต่ละประเทศนั้นผมว่าก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

Jitta ตอนนี้ที่ผมดูมันมีข้อมูลตลาดอยู่ 4 ประเทศ คือ US Thai Vietnam และ Singapore เร็วๆนี้น่าจะมี Japan และ Hongkong ระยะยาวแล้วเค้าคงค่อยๆเพิ่มประเทศไปเรื่อยๆจนครบตลาดหลักๆทั่วโลก

ความฝันอย่างหนึ่งที่ผมมองว่าถ้าสามารถทำได้ น่าจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการออกไปลงทุนทั่วโลกได้เต็มที่คือ ให้ Jitta ranking มันสามารถ ranking หุ้นทั่วโลกมาไว้ใน rank เดียวกันเลย เพราะปกติ QVI ที่ใช้ๆกันอยู่ทั่วไปนั้นมันจะเทียบหุ้นเฉพาะในประเทศเดียวกัน ถ้ามันสามารถเทียบกันข้ามประเทศได้ด้วย เราก็จะสร้าง port ลงทุนที่ประกอบไปด้วยหุ้นสุดยอดทั่วโลกในราคาที่ไม่แพง โดยที่เราไม่ต้องไปเจาะลึกดูข้อมูล Macro และหุ้นรายประเทศอีกต่อไป (ซึ่งเป็นงานที่หนักมาก จนไม่น่าจะมีใครทำได้นอกจากผู้จัดการกองทุนระดับโลก)

ผมเชื่อว่า port การลงทุนที่กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก โดยเลือก Wonderful company ที่ราคาไม่แพง น่าจะมีผลตอบแทนที่สูงกว่า ในขณะที่ความเสียงต่ำกว่า และใครๆ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ

ตารางสรุปรวมอีกรอบ ให้ไปตัดสินใจกันเองว่าชอบแนวทางไหน มีดีมีเสียต่างกันไป

เพิ่มเติมจากทีมบรรณาธิการ

ข้อความนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2016 ดังนั้นอาจจะมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ได้อัพเดท เช่น เรื่องการตัดกำไรพิเศษออกจากการคำนวณ เพราะปัจจุบันนี้ Jitta ได้พัฒนาอัลกอริธึมซึ่งสามารถตัดกำไรพิเศษออกจากการคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line ได้แล้ว

ทางเลือกลงทุนแบบ PASSIVE