ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า

เชื่อว่า ตอนเด็กๆ เรามีความสุขกับการหยอดเงินในกระปุกออมสินให้เต็ม โตขึ้นมาหน่อย ก็ชอบมองเห็นตัวเลขในบัญชีเงินฝากที่โตขึ้นเรื่อยๆ แต่พอรู้ตัวอีกที ทำไมเงินฝากที่มี ดูไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อน

เงินเฟ้อครับ สิ่งที่ทำให้เงินสดที่คุณถืออยู่มีมูลค่าลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อ 20 ปี ก่อน คุณอาจจะซื้อข้าวผัดกระเพราไข่ดาวจานละ 15 บาท แต่เดี๋ยวนี้ 15 บาทอาจจะได้แค่ข้าวสวยกับไข่ดาวหนึ่งฟอง

นั้นเป็นเพราะการเลือกที่จะ “อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย” ไม่เคยรู้เลยว่า เราสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ด้วยการลงทุนครับ

คนส่วนมาก มองว่าการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร กลัวความเสี่ยงของการลงทุนจะทำให้เงินต้นหายไป สุดท้ายก็ทิ้งเงินก้อนนั้นไว้เฉยๆ ฝากธนาคารไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยรู้เลยว่า

“การไม่ลงทุนนั้นแหละ คือสิ่งที่เสี่ยงที่สุด”

แต่ไม่ใช่ว่าลงทุนอะไรก็เหมือนกันนะครับ คุณต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณมั่นใจได้ว่า จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว โดยจำกัดความเสี่ยงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะรับได้


ลงทุนอะไรดี

ในบรรดาสินทรัพย์ยอดนิยมอย่างหุ้น พันธบัตร ทองคำ และเงินฝาก คุณว่าสิ่งไหนจะทำให้เงินของคุณเติบโตได้มากที่สุดครับ

กราฟข้างล่างนี้ คุณจะเห็นเลยครับว่าในระยะยาวเวลา 36 ปีเท่าๆ กัน เงิน 1,000 บาทที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างกันจะเติบโตได้ไม่เท่ากัน ถ้าคุณไปซื้อทอง จาก 1,000 ก็กลายเป็น 8,505 แต่ถ้าคุณไปซื้อหุ้น เงิน 1,000 จะเติบโตเป็น 59,674 บาท ซึ่ง

“หุ้น” เป็นทรัพย์สินที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว

ดังนั้น ถ้าอยากเพิ่มมูลค่าของเงินให้เติบโตได้ดีกว่าไปฝากธนาคารทิ้งไว้เฉยๆ คุณมีทางเลือกอยู่เพียง 2 ทางเท่านั้นครับ คือ ซื้อหุ้น กับ ซื้อพันธบัตร

สินทรัพย์ทั้ง 2 นี้ให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน ความเสี่ยงก็ไม่เท่ากัน หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่ก็แลกมาด้วยความผันผวนที่มากกว่า ส่วนพันธบัตรให้ผลตอบแทนต่ำกว่าแต่ความผันผวนก็น้อยกว่าเช่นกัน จะเลือกลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือลงทุนทั้ง 2 อย่าง ผลลัพธ์ต่างกันแน่นอนครับ

เพราะฉะนั้น คำนวณให้ดีก่อนครับว่า เป้าหมายการลงทุนของคุณคืออะไร ต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ และรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน


ลงทุนเท่าไหร่ดี

การจัดสัดส่วนการลงทุน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนจะรับได้ครับ

ถ้ายังเป็นหนุ่มสาว มีเวลาให้ลงทุนอีกนาน อย่างน้อย 10 ปี สามารถหาเงินมาทดแทนส่วนที่อาจจะสูญเสียไปได้ทุกเมื่อ รับความเสี่ยงได้มากกว่า อาจจะเลือกลงทุนในหุ้น 80% และพันธบัตร 20% หรืออาจจะลงในหุ้นหมดเลยก็ได้ เพื่อให้เงินเติบโตได้สูงสุดในระยะยาว

ส่วนผู้สูงวัยที่เกษียณแล้ว แน่นอนว่ารับความเสี่ยงได้น้อยกว่า อาจจะเลือกลงทุนหุ้น 40% และพันธบัตร 60% หรือจะ 50:50 ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน

ต้องยอมรับว่า ถ้าคุณเน้นเงินเติบโตมากกว่ารักษาเงินต้น การลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนเยอะๆ จะช่วยให้คุณไปถึงฝั่งฝันได้ง่ายกว่า

ยิ่งคุณลงทุนในหุ้นด้วยหลักการที่ดี และวิธีที่ถูกต้อง คุณก็สามารถลดความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นไปได้เยอะเลยครับ


เลือกหุ้นอย่างไรปลอดภัยกว่า

ลงทุนในตลาดหุ้นก็เหมือนกับลงทุนในธุรกิจต่างๆ เหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ ตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่เรามี  เช่น มีหุ้น CPALL อยู่ 1,000,000 หุ้น ก็เท่ากับเราเป็นเจ้าของ CPALL อยู่ 0.01%

ซึ่งผลตอบแทนของทั้ง 2 การลงทุนก็ไม่แตกต่างกัน โดยที่เราจะได้รับ ผลตอบแทนจากกำไรที่เติบโตขึ้นและเงินปันผลที่จ่ายออกมา และถ้าหากเราไปลงทุนใน 10 หุ้น หรือ 10 ธุรกิจ ผลตอบแทนที่เราจะได้รับก็คือ กำไรที่เติบโตขึ้นบวกกับเงินปันผลในแต่ละปี ของทั้งหมดเฉลี่ยรวมกัน

ถ้าดูจากกราฟผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2518 – 2560 เป็นระยะเวลา 43 ปี แค่ผลตอบแทนทบต้น 11.87% ต่อปี เงินลงทุนเราก็โตมากถึง 124 เท่าแล้วครับ คิดเป็น

  • ผลตอบแทนมาจาก กำไรที่เติบโตขึ้น 6.89% ต่อปี
  • ผลตอบแทนมาจาก เงินปันผลที่จ่ายออกมา 4.98% ต่อปี

,

ถ้าดูดีๆ แล้ว ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในระยะยาว เป็นผลตอบแทนจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเป็นหลัก (กำไร + ปันผล) ไม่เกี่ยวกับการเก็งกำไรในตลาดหุ้นรายวัน หมายความว่าเราลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้น ทำให้เรา “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ตราบใดที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ ธุรกิจในตลาดหุ้นยังคงมีกำไรและจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องทำอะไร เงินลงทุนก็จะยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งลงทุนนานมากเท่าไหร่ เงินก็จะยิ่งเติบโตอย่างมหัศจรรย์มากขึ้นเท่านั้นครับ


คาดหวังกับตลาดหุ้นได้มากแค่ไหน

มองภาพตลาดหุ้นให้ยาวขึ้นเป็นร้อยๆ ปี จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินลงทุนจะเติบโตไปเรื่อยๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวจากวิกฤตต่างๆ บนโลกใบนี้

ดูได้จากผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นเวลาทั้งหมด 116 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1900 จนถึง 2016  จะพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนประมาณ 9.5% ต่อปี แบ่งออกเป็น

  • ผลตอบแทนมาจาก กำไรที่เติบโตขึ้น 4.6% ต่อปี
  • ผลตอบแทนมาจาก เงินปันผลที่จ่ายออกมา 4.4% ต่อปี
  • ผลตอบแทนจากการเก็งกำไร 0.5% ต่อปี (การเปลี่ยนแปลงของค่า PE)

ระยะเวลา 116 ปีนี้ น่าจะครอบคลุมการลงทุนทั้งชีวิตของทุกๆ คน ที่ผ่านมาแล้วทุกวิกฤต ทั้งฟองสบู่ดอทคอม ต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง รวมไปถึงสงงครามโลก ดังนั้นแล้ว สบายใจได้เลยครับว่า ถ้าอิงกับการลงทุนในธุรกิจอย่างแท้จริงแล้ว ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีสุดอยู่เสมอครับ

จากข้อมูลตลาดหุ้นทั้งไทยและสหรัฐฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ราคาหุ้นไม่สามารถคาดเดาได้ในระยะสั้น แต่คาดการณ์ผลตอบแทนได้อย่างแม่นยำในระยะยาว

คุณสามารถสร้างเงินให้งอกเงยในตลาดหุ้นได้แน่นอน เพียงแค่ลงทุนในหุ้นทั้งตลาด และถือเป็นระยะเวลาที่นานพอ


4 วิธี เริ่มต้นลงทุนในหุ้น

วิธีลงทุนนั้นมีอยู่หลายแบบด้วยกันครับ ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ของไปถึง ผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ คุณเหมาะกับวิธีไหน เลือกด้านล่างนี้ได้เลยครับ

1. ลงทุนในกองทุนรวม SET50

กองทุนนี้จะกระจายความเสี่ยงลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 อันดับแรกในตลาดหุ้นไทย ซึ่งผลตอบแทนก็จะได้ใกล้เคียงกับตลาด 8%-10% ที่สำคัญก่อนซื้อ ให้เลือกกองทุน SET50 ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดครับ เพราะยิ่งค่าธรรมเนียมต่ำเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะยิ่งมากขึ้นด้วยครับ

2. ลงทุนด้วยตัวเองแบบ Value investing

เน้นลงทุนตามพื้นฐานของกิจการ เลือกบริษัทที่คุณภาพธุรกิจดี มีราคาเหมาะสม ให้มั่นใจว่ากิจการของบริษัทจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีความแข็งแกร่ง ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เองครับ ทำให้ได้รับกำไรมากขึ้น

ยิ่งถ้าเราคัดเลือกดี เลือกบริษัทที่น่าจะให้ผลตอบแทนมากกว่า 10% มาลงทุน ผลตอบแทนระยะยาวที่คุณจะได้รับ ดีกว่าการลงทุนทั้งตลาดแน่นอน ถ้าคุณลงทุนในหุ้น CPALL ตั้งแต่ปี 2553 ถึงมาจนถึงปี 2560 เป็นระยะเวลา 7 ปี ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับคือ 18.7% ต่อปี จากกำไรโดยรวมที่ 16.9% และปันผล 1.8% ต่อปี ราคาหุ้น CPALL ในช่วงเวลาเดียวกันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 21.58% ต่อปีครับ (ส่วนต่าง 2.88% ต่อปี เกิดจากการปรับค่า PE ของหุ้นในตลาด ที่อาจจะต่ำหรือสูงกว่าปกติในบางช่วงเวลา)

นักลงทุนเก่งๆ อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ใช้หลักการลงทุนนี้ ทำผลตอบแทนได้ประมาณ 20% ต่อปี เป็นเวลานานกว่า 50 ปี เรียกได้ว่าเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ได้ครับ เคล็ดลับการลงทุนที่บัฟเฟต์แชร์เสมอ ให้ไปประประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเองให้ประสบความสำเร็จ  ก็คือ “จงลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม”

ถ้าคุณสนใจแนวทางการลงทุนนี้ เข้าไปดูวิดีโอ Jitta 101 เพิ่มเติมได้ครับ คุณจะได้เรียนรู้ตั้งแต่หลักการลงทุน การวิเคราะห์หุ้น ไปจนถึงจัดสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของเอง ในเว็บไซต์ www.jitta.com จะมีทั้งข้อมูลการวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นแต่ละตัว พร้อมงบการเงินย้อนหลังแบบ ฟรีๆ

แต่ต้องยอมรับว่า ลงทุนด้วยวิธีนี้ อาจแลกมาด้วยเวลา เพราะการศึกษา วิเคราะห์งบ อ่านแผนธุรกิจ และคอยคัดเลือกหุ้นดี ราคาไม่แพง เข้าพอร์ตอยู่เสมอๆ จะต้องมีวินัยที่เคร่งครัด ตัดสินใจด้วย “เหตุผล” และควบคุม “อารมณ์” ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมองว่า เราจะต้องลงทุนด้วยวิธีนี้ไปอีก 10 ปีเมื่อไหร่ที่เราหยุดลงทุน เงินเราก็จะหยุดเติบโตไปด้วยครับ

ดังนั้นสำหรับคนทั่วไป ที่ต้องการ “ลงทุนแบบสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ไม่ต้องการทำอะไรมาก ต้องการลงทุนแล้วปล่อยให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ โดยที่ตัวเราต้องการไปทำอย่างอื่น มองข้ามวิธีนี้ไปได้เลยครับ

3. ลงทุนตามแนวทาง QVI (Quantitative Value Investing)

การลงทุนที่รวมเอาวิธีที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน โดยแทนที่จะลงทุนในหุ้นทั้งตลาด แค่คัดกรองหุ้นตามตัวเลขทางการเงิน เพื่อเลือกลงทุนใน “หุ้นดี ราคาถูก” กว่าหุ้นในตลาดโดยรวม จากนั้นกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังหลายๆ หุ้น คอยปรับพอร์ตตามรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้เรามีหุ้นดี ราคาถูก อยู่ในพอร์ตทุกๆ ปีครับ

การลงทุนแบบ QVI มีผู้พิสูจน์มามากมายครับว่า สามารถให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในระยะยาว ถ้าเรียงลำดับหุ้นที่น่าลงทุนตามตัวเลขงบการเงินที่สำคัญๆ จากนั้นเลือกลงทุนในหุ้นที่ยังราคาไม่แพง

ในปัจจุบัน วิธีนี้ค่อนข้างทำได้ง่ายแล้วครับ ถ้าเทียบกับสมัยก่อน เพราะว่ามีข้อมูลงบการเงินของหุ้นครบถ้วน มีเทคโนโลยีที่วิเคราะห์และจัดอันดับหุ้นน่าลงทุนได้ตลอดเวลา จึงทำให้วิธีนี้ได้รับความนิยมจากนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าคุณสนใจ  ต้องการศึกษาแนวทางนี้ แนะนำให้อ่านหนังสือ The Little Book that beats the market และ Quantitative Value Investing ครับ

4. ลงทุนตาม Jitta Ranking

Jitta ก็มีหลักการลงทุนที่ได้รับการพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย โดยเเลือกลงทุนในหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดตาม Jitta Ranking  30 อันดับแรก ในแต่ละปี และปรับพอร์ตปีละ 1 ครั้ง ผลตอบแทนที่เราจะได้รับใน 10 ปีล่าสุด เทียบกับตลาดหุ้นในแต่ละประเทศจะเป็นดังนี้ครับ

จะเห็นได้ชัดครับว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนตามหลักการ Jitta Ranking นั้น ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นในทุกประเทศ และเมื่อดูค่าเฉลี่ยผลตอบแทนเฉลี่ยของทั้ง 7 ประเทศนั้น Jitta Ranking จะทำผลตอบแทนได้ 15.3% ต่อปี มากกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นที่ 8.01% ต่อปีครับ

แน่นอนว่าบางปี Jitta Ranking อาจจะทำผลตอบแทนได้มากกว่าหรือน้อยกว่าตลาดอยู่มาก เพราะว่ามีเลือกลงทุนหุ้นน้อยตัวกว่า แต่ในระยะยาวแล้ว ถ้าธุรกิจที่เราเลือกมามีการเติบโตที่สูงกว่าตลาดโดยรวม ผลตอบแทนในระยะยาวก็จะมากกว่าตลาดหุ้นโดยรวมได้เองครับ

ในแต่ละปี Jitta จะอัปเดตรายชื่อหุ้น Jitta Ranking ทั้ง 30 ตัว พร้อมผลตอบแทนรายปี คุณสามารถเข้าไปดูได้ตลอดเวลาที่ https://library.jitta.com/th/ranking  หรืออยากศึกษาแนวคิดการจัดอันดับ Jitta Ranking เพิ่มเติม ดูได้ที่ https://library.jitta.com/th/classes

สำหรับใครที่ต้องการ “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ด้วยการลงทุนตาม Jitta Ranking แบบอัตโนมัติเลย ก็สามารถให้ระบบจัดการพอร์ตอัตโนมัติของ Jitta Wealth ช่วยบริหารจัดการให้ได้ครับ


สรุป

การลงทุนไม่ใช่เรื่องยากและเสี่ยงอย่างที่คิด สิ่งที่ควรกังวลมากกว่า คือ การพลาดกำไรระยะยาวจากการไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะกลัวความผันผวนระยะสั้นของตลาดมากเกินไป

ลองศึกษาข้อมูลสักหน่อย ก็จะเจอวิธีการหลายแบบที่นำไปใช้ลงทุนแบบสบายๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินให้เติบโตได้ ด้วยผลตอบแทนทบต้นที่แสนมหัศจรรย์ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในตลาดหุ้นไทยตลอด 43 ปีที่ผ่านมา ด้วยผลตอบแทน 11.87% ต่อปี เงินลงทุนของเราจะเพิ่มขึ้นถึง 124 เท่า เงิน 1 ล้านบาท จะกลายเป็น 124 ล้านบาท โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ลงทุนให้ถูกต้องและลงทุนให้นานพอครับ

มองหาทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น

  • อยากได้ผลตอบแทนชัวร์ๆสบายๆ 8% – 10% ก็ลงทุนในกองทุนรวม SET 50
  • ต้องการผลตอบแทนมากกว่าตลาด ก็ศึกษาและพัฒนาทักษะการลงทุนแบบ VI แล้วลงทุนด้วยตนเอง
  • อยากได้ผลตอบแทนที่ดีตามหลักการ VI แต่ไม่อยากใช้เวลาวิเคราะห์และลงทุนด้วยตนเอง ก็ลงทุนตามแนวทาง QVI

สิ่งที่เหมือนกันหลังจากเริ่มลงทุนไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ก็คือ

จงลงทุนไปเรื่อยๆเป็นระยะเวลานานๆ แล้วผลตอบแทบทบต้นจะสร้างความมั่งคั่งให้กับเราเองครับ

ทางเลือกลงทุนแบบ PASSIVE