เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ทุกคนทราบดีว่าการลงทุนนั้นสำคัญ เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้น เงินเฟ้อจะทำให้มูลค่าของเงินที่เราถืออยู่ลดลงเรื่อยๆ

จากบทความ “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ในระยะยาวแล้ว หุ้นเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด ดังนั้นถ้ามีเวลาลงทุนนานเกิน 10 ปีขึ้นไป หุ้นก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด ให้เงินได้เติบโตทบต้น สร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตในอนาคต

แต่คำถามที่ว่า “จะต้องลงทุนเมื่อไหร่ ช่วงไหน” ก็จะวนเวียนอยู่กับคุณ ไม่ว่าจะพึ่งเริ่มต้นลงทุน หรือลงทุนไปแล้ว อยากจะลงทุนเพิ่ม

สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องมานั่งคิดเรื่องนี้เป็นเพราะว่า

การลงทุนในหุ้นแม้ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ระยะสั้นนั้นก็ผันผวนมากเช่นเดียวกัน บางปีตลาดหุ้นอาจจะให้ผลตอนแทนมากกว่า 50% บางทีตลาดย่ำแย่เกิดวิกฤต ผลตอบแทนอาจติดลบกว่า 50% ก็ได้

ทำให้เมื่อถึงเวลาลงทุนจริง ก็กลัวว่าวิกฤตจะเกิดเลยไม่กล้าลงทุน รอลงทุนหลังวิกฤต รอตลาดหุ้นตกมาเยอะๆ ก่อน เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งความจริงแล้ว…

“ถ้ายิ่งพยายามเก็บเงิน รอจังหวะลงทุนมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะน้อยลงเท่านั้น”

วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างผลตอบแทนจากหุ้นระยะยาวคือ “การลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ” ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนสูงที่สุดแล้ว ยังทำให้สบายใจที่สุดอีกด้วย เพราะไม่ต้องมานั่งคิด นั่งกังวล นั่งดูดัชนีตลาดหุ้นเลยสักวันเดียว ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าคนที่ทำแบบนั้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีที่ผ่านไปครับ


ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทย

ถ้าเราดูตัวเลขความผันผวนของผลตอบแทนรายปีของตลาดหุ้นไทยตลอด 43 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2560 ผลตอยแทนทบต้นอยู่ที่ราวๆ 11.87% พูดง่ายๆ ว่า เงินต้น 10,000 บาท จะเติบโตขึ้นมา 124 เท่า กลายเป็นเงินทั้งหมด 1,243,314 บาท เป็นผลตอบแทนที่ไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมครับ

แต่มูลค่าการลงทุนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเติบโตขึ้นทุกๆ ปี ถ้าดูจากกราฟด้านบน จะเห็นว่าในแต่ละปีมีการขึ้นๆ ลงๆ ของผลตอบแทนอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ วิเคราะห์ หาความผันผวนในแต่ละปีของตลาดหุ้นเป็นอย่างไรบ้าง โอกาสผลตอบแทนเป็นบวกหรือลบมากน้อยแค่ไหน

เห็นได้เลยครับว่า  การลงทุนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด “โอกาสจะเจอปีที่ตลาดหุ้นเป็นบวกนั้นจะมากกว่าเจอปีที่ตลาดหุ้นติดลบ

ปีที่บวก

  • ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวก มีทั้งหมด 27 ปี (62.8%)
  • ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่า 20% มีทั้งหมด 18 ปี (41.86%)
  • ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่า 50% มีทั้งหมด 6 ปี (13.95%)

ปีที่ลบ

  • ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบ มีทั้งหมด 16 ปี (37.2%)
  • ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบมากกว่า 20% มีทั้งหมด 6 ปี (13.95%)
  • ปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบมากกว่า 50% มีทั้งหมด 1 ปี (2.32%)

เพื่อให้เปรียบเทียบกันง่ายๆ ตัวเลข % ในวงเล็บจะบอกถึง โอกาสที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น เช่น โอกาสที่เราจะเจอปีที่ตลาดหุ้นบวกนั้นใน 10 ปี จะมีราวๆ 6 ปี (62.8%) และปีที่ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนติดลบเกิน 50% นั้น ใน 50 ปี จะมีเพียงแค่ปีเดียวครับ (2.32%)

ลองคิดง่ายๆ ว่าลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเวลา 20 ปี ความผันผวนของตลาดที่เราจะได้พบเจอ คือ

  • เจอตลาดหุ้นบวก : 13 ปี
  • เจอตลาดหุ้นลบ : 7 ปี
  • เจอตลาดหุ้นบวกมากกว่า : 20% 8 ปี
  • เจอตลาดหุ้นบวกมากกว่า 50% : 3 ปี
  • เจอตลาดหุ้นลบมากกว่า 20% : 3 ปี
  • เจอตลาดหุ้นลบมากกว่า 50% : 0-1 ปี (อาจจะไม่มีเลยก็ได้)

ดังนั้นจะเห็นว่าถ้าดูตามตัวเลขแล้ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว เราควรจะลงทุนในหุ้นตลอดเวลา เพราะเราจะเจอปีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดี มากกว่าปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่แย่เกือบเท่าตัว

และปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนมากกว่า 20% นั้น มีเกือบครึ่งของระยะเวลาที่ลงทุน แตกต่างกับผลตอบแทนติดลบมากกว่า 50% ที่โอกาสเกิดมีเพียง 1 ปี ในทั้งหมด 50 ปี

ถ้าจะให้ตอบคำถามว่า “เริ่มต้นลงทุนตอนไหนดี” คำตอบก็คือ “เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มลงทุนก็คือ วันนี้” เพราะถ้าหากคุณลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว ยังไงก็จะเจอปีที่ผลตอบแทนดีมากๆ และปีที่ผลตอบแทนติดลบแน่นอน

ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ แต่สามารถรู้ได้ว่า

ในทุกๆ 10 ปี มีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวก มากกว่า ปีที่ผลตอบแทนติดลบแน่นอนครับ

การพยายามจับจังหวะลงทุนในระยะสั้นๆ ไม่ได้ส่งผลอะไรกับผลตอบแทนระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้าของเราเท่าไหร่ มีแต่จะยิ่งทำให้เราตัดสินใจลงทุนช้าลง จนพลาดปีดีๆ ที่จะทำกำไรเยอะๆ ให้เราได้ครับ


รอลงทุนเพิ่มหลังตลาดหุ้นตกจะดีกว่าไหม

เพราะความจริงที่ว่า “เราไม่สามารถจับจังหวะลงทุนได้ทุกครั้ง” ทำให้ต้องรอจนตลาดหุ้นตกจนขึ้น แล้วค่อยเริ่มต้นลงทุน

แต่คุณรู้ไหมครับว่านั้นทำให้ เราได้รับผลตอบแทนน้อยลงกว่าเดิม แต่วิธีที่ลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ ทุกๆ ปี กลับเป็นวิธีสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดอย่างน่าเหลือเชื่อ

เหมือนกับภาพทางด้านล่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า เงินลงทุน ปีละ 10,000 บาท แตกต่างกันเพียงเวลาที่ใส่เงินลงทุน แต่ผลลัพธ์ของการลงทุนนั้นแตกต่างกันมากครับ

เมื่อเราลงทุนตามรูปแบบทั้ง 4 ไปจนครบ 43 ปี เราจะพบว่า

  • แบบที่ 1 : มูลค่าเงินลงทุนของเราจะกลายเป็น 10,456,993 บาท
  • แบบที่ 2 : มูลค่าเงินลงทุนของเราจะกลายเป็น  8,098,771 บาท
  • แบบที่ 3 : มูลค่าเงินลงทุนของเราจะกลายเป็น  6,177,539 บาท
  • แบบที่ 4 : มูลค่าเงินลงทุนของเราจะกลายเป็น  3,394,683 บาท

ถ้าดูแค่เผินๆ แนวคิดที่ว่า เราจะเก็บเงินไปเรื่อยๆ แล้วรอลงทุนหลังตลาดหุ้นตกเยอะๆ น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปกติ ยิ่งรอไปลงทุนหลังวิกฤตได้ น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นตรงข้ามเลยครับ เพราะยิ่งพยายามจับจังหวะตลาดมากเท่าไหร่ ต่อให้เราลงทุนได้หลังวิกฤตใหญ่จริงๆ ผลตอบแทนก็น้อยลง

การออมเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าวิธีไหน จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าลงทุนครั้งเดียวหลายเท่าตัว

แม้ว่าเราจะเริ่มลงทุนได้ในปีที่ดีที่สุด แต่ผลตอบแทนระยะยาว เราก็จะยังแพ้คนที่ลงทุนนานๆ ด้วยความสม่ำเสมออยู่ดี

ดังนั้นยิ่งเราเก็บเงินรอลงทุนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเสียโอกาสที่จะให้เงินได้เติบโตทบต้นไปมากเท่านั้นครับ และในระยะยาว ความแตกต่างตรงนี้จะทำให้ผลตอบแทนที่เราได้รับแตกต่างกันอย่างมหาศาลครับ

ถ้าเราเปลี่ยนเป็นว่าเรามีเงินลงทุนได้ปีละ 100,000 บาท ความมั่งคั่งที่หายไปของเราจะมีมูลค่าถึง 40 – 70 ล้านบาท เลยทีเดียวครับ และนั่นน่าจะเป็นจำนวนเงินที่มากเกินกว่าที่เราควรจะยอมสูญเสียไป เพื่อที่จะแลกกับความสุขความสบายใจในการได้จับจังหวะตลาดของเราครับ

ไม่ว่าคุณจะเลือกลงทุนในกองทุนดัชนี SET 50 หรือ ลงทุนแบบ QVI ผ่าน Jitta Wealth ตราบใดที่เราลงทุนในหุ้น วิธีการที่ดีที่สุดคือ “การลงทุนตลอดเวลา เพิ่มเงินลงทุนเข้ามาเรื่อยๆโดยไม่ต้องจับจังหวะตลาด และ ถือครองการลงทุนไปให้นานที่สุด” และนั่นก็จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนมากกว่านักลงทุนโดยเฉลี่ยทั่วไปอย่างมากแล้วครับ


5 ข้อคิดจากการลงทุน

  1. ยิ่งเก็บเงินลงทุนนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะยิ่งน้อยลง
  2. เพิ่มเงินลงทุนเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอทุกปี เป็นวิธีสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุด
  3. ต่อให้จับจังหวะตลาด ต่อให้ลงทุนได้หลังวิกฤตใหญ่จริงๆ ผลตอบแทนก็น้อยลงอยู่ดี
  4. ออมเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าด้วยวิธีไหน จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าลงทุนครั้งเดียวหลายเท่าตัว
  5. แม้ว่าจะเริ่มลงทุนได้ในปีที่ดีที่สุด แต่ระยะยาว ผลตอบแทนก็จะยังแพ้คนที่ลงทุนนานๆ ด้วยความสม่ำเสมออยู่ดี


ทางเลือกลงทุนแบบ PASSIVE