อยากได้ผลตอบแทนดีๆ จากหุ้น ไม่ต้องอาศัยโชค

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ในระยะยาวแล้ว “หุ้น” เป็นทรัพย์สินที่สร้างผลตอบแทนทบต้นได้สูงที่สุด เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่ขาดทุนจากการลงทุนในหุ้น แม้ว่าจะเลือกลงลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนเก่งๆ คอยทำการวิเคราะห์ข้อมูลและซื้อขายหุ้นแทน ด้วยความคิดที่ว่าน่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่สุดท้าย “90% ของกองทุนรวมหุ้นเหล่านั้น กลับทำผลตอบแทนได้แย่กว่าผลตอบแทนของตลาดในระยะยาว”  

เพราะไม่ว่านักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุนจะเก่งแค่ไหน เมื่อต้องมาแข่งขันลงทุนกันเอง หรือต้องเผชิญกับ “อารมณ์” และ “ค่าใช้จ่าย” ที่จะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนควรจะได้รับไปจนหมดครับ

ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ทั้ง เหตุผลที่คนส่วนมากมักจะขาดทุนจากตลาดหุ้น และ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุน ที่ทำให้ผลตอบแทนของเราน้อยลง รวมทั้ง ผลตอบแทนเทียบระหว่างกองทุนเชิงรุกและกองทุนเชิงรับในต่างประเทศ ใครที่สนใจก็เข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้เลยนะครับ

เพื่อเป็นการพิสูจน์กองทุนหุ้นไทย ว่าระยะยาวเป็นอย่างไร เหมือนที่เคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ผมจะแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ชุด เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัดเจนนะครับ


ข้อมูลชุดที่ 1: กองทุนรวมหุ้นไทยที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2541 – 2550 ทั้งหมด 133 กองทุน

นำมาคำนวณผลตอบแทนของแต่ละกองทุนจนถึงสิ้นปี 2560 เท่ากับว่าแต่ละกองทุนจะมีผลการดำเนินงาน ตั้งแต่เปิดกองทุนอยู่ในช่วง 10 – 20 ปี จากนั้นนำมาเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันจนถึงสิ้นปี จะพบว่า

1. 55 กองทุน ปิดกิจการไปแล้ว สาเหตุหลักเป็นเพราะว่าได้ผลตอบแทนที่ไม่ดีมากๆ จึงปิด หรือนำไปรวมกับกองทุนอื่นๆ ที่ดีกว่า

2. 47 กองทุน ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด โดยที่

  • 42 กองทุน ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้นเกิน 2%
  • 5 กองทุน ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้น 1% – 2%

77% ของกองทุนหุ้นทั้งหมด ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดเกิน 1% และบางส่วนปิดตัวลง

3.  19 กองทุน ได้ผลตอบแทนได้พอๆ กับตลาด ประมาณ 1% เป็นกลุ่มกลางๆ ตัดสินไม่ได้ว่าดีหรือแย่กว่าตลาด

4. 12 กองทุน ได้ผลตอบแทนชนะตลาด โดยที่

  • 6 กองทุน ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้น 1% – 2%
  • 6 กองทุน ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดเกิน 2%

โอกาสที่กองทุนรวมจะได้ผลตอบแทนชนะตลาด มีอยู่เพียง 9% เท่านั้น


ข้อมูลชุดที่ 2 : กองทุนรวมหุ้นไทยที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2529 – 2540 ทั้งหมด 106 กองทุน

เปรียบเทียบผลตอบแทนในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น เป็นเวลา 20 – 30 ปี จากนั้นวัดผลตอบแทนเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นจนถึงสิ้นปี 2560 พบว่า

1. 53 กองทุน  ปิดกิจการไปแล้ว สาเหตุหลักคล้ายเดิม คือ ผลตอบแทนไม่ค่อยดีจึงปิดตัวลง

2. 35 กองทุน ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด โดยที่

  • 26 กองทุน ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้นเกิน 2%
  • 9 กองทุน ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้น 1% – 2%

83% ของกองทุนหุ้นทั้งหมด ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดเกิน 1% และบางส่วนปิดตัวลง

3.  12 กองทุน ได้ผลตอบแทนได้พอๆ กับตลาด ประมาณ 1% เป็นกลุ่มกลางๆ ตัดสินไม่ได้ว่าดีหรือแย่กว่าตลาด

4. 6 กองทุน ได้ผลตอบแทนชนะตลาด โดยที่

  • 2 กองทุน ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้น 1% – 2%
  • 4 กองทุน ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดเกิน 2%

โอกาสที่กองทุนรวมจะได้ผลตอบแทนชนะตลาด มีอยู่เพียง 5.6% เท่านั้น

สังเกตุเห็นไหมครับว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ โอกาสที่กองทุนจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดนั้นก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ครับ ในช่วง 10 – 20 ปี ยังมีโอกาสที่ 9% แต่ในช่วง 20 – 30 ปี จะลดลงเหลือแค่ 5.6% เท่านั้นเองครับ

เป็นเพราะว่า ผู้จัดการกองทุนที่เก่งๆ นั้น ไม่มีทางที่จะอยู่กับกองทุนเดิมได้ตลอดไปครับ ไม่โดนซื้อตัวไป ก็เกษียณอายุ รวมไปถึงขนาดของเงินกองทุนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้บริหารได้ยากขึ้น จนในที่สุด ผลตอบแทนในระยะยาวของกองทุนเหล่านั้น ก็จะแพ้ดัชนีตลาด

ยิ่งลงทุนระยะยาวมากขึ้นเท่าไหร่ ความพยายามในการเลือกกองทุนดีๆ ให้สร้างผลตอบแทนเหนือตลาดหุ้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมแย่ลงไปกว่าเดิม เพราะโอกาสไม่ถึง 10% ที่จะเลือกเจอกองทุนที่จะมีผลตอบแทนมากกว่าตลาดหุ้นได้ในระยะยาวครับ

ต่อให้เลือกลงทุนได้ถูกกองทุน คุณจะทนถือกองทุนนี้ได้ยาวนานขนาดไหนกัน ได้ถึง 20-30 ปีเลยหรือเปล่า

ถ้าทำได้ ผลตอบแทนที่ได้คุ้มค่าแน่นอนครับ แต่น่าจะเป็นเพราะ “โชคดี” มากกว่า

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนที่ไม่ต้องการอาศัยโชค และต้องการได้รับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นแบบแน่นอน สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่การเสียเวลามานั่งเลือกกองทุนเชิงรุกเหล่านี้ แต่ควรจะนำเงินไปลงทุนใน “กองทุนดัชนี” ที่ลงทุนในหุ้นทั้งตลาด หรือกองทุน QVI แบบ Jitta Wealth ที่เลือกลงทุนในหุ้นดี ราคาถูก ตามหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

เพราะทั้ง “กองทุนดัชนี” และ กองทุน “Jitta Wealth” นั้น ได้ตัด “อารมณ์” ออกไปจากการลงทุน (ด้วยการไม่ใช้คนในการเลือกหุ้น) และลด “ค่าใช้จ่าย” ต่างๆ ให้น้อยที่สุด (ปรับพอร์ตน้อยๆ คิดค่าธรรมเนียมอย่างยุติธรรม) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การลงทุนรูปแบบนี้ จะทำให้เงินลงทุนเติบโตไปตามมูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ไปลงทุนในระยะยาว โดยไม่ไปข้องเกี่ยวกับความผันผวนของราคาหุ้นที่เกิดจากการเก็งกำไรในระยะสั้นๆ นักลงทุนทุกคนก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูงที่สุดจากตลาดหุ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาโชคชะตาใดๆ ทั้งสิ้นครับ และจะทำให้เรา “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ได้จริงๆ ครับ

ทางเลือกลงทุนแบบ PASSIVE